สัญญาณเตือนมะเร็งตับที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที

รู้สึกไม่สบายบริเวณช่องท้องมาสักพัก ท้องอืด เบื่ออาหาร น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ บางคนอาจคิดว่าเป็นแค่อาหารไม่ถูกหรือความเครียด แต่ถ้าอาการเหล่านี้ไม่หายและมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วยอาจเป็นสัญญาณของโรคร้ายอย่างมะเร็งตับ วันนี้มาดูกันว่ามะเร็งตับมีอาการอะไรบ้าง ใครเสี่ยงมากกว่ากัน และควรตรวจสุขภาพเมื่อไหร่

มะเร็งตับเกิดขึ้นได้อย่างไร

มะเร็งตับเกิดจากเซลล์ในตับเจริญเติบโตผิดปกติและควบคุมไม่ได้ แบ่งเป็นสองประเภทหลักคือมะเร็งตับปฐมภูมิที่เกิดขึ้นที่ตับโดยตรง ชนิดที่พบบ่อยที่สุดคือ Hepatocellular Carcinoma หรือ HCC และมะเร็งตับทุติยภูมิที่ลุกลามมาจากอวัยวะอื่นเช่นลำไส้ใหญ่ ปอด หรือเต้านม ตับเป็นอวัยวะใหญ่ที่มีหน้าที่สำคัญมากมาย ทำหน้าที่กรองสารพิษ ผลิตโปรตีน เก็บสารอาหาร และช่วยย่อยอาหาร เมื่อเป็นมะเร็งตับจะทำงานได้ไม่เต็มที่และส่งผลต่อร่างกายทั้งหมด

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญมีหลายอย่าง ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซีเรื้อรัง ตับแข็งจากแอลกอฮอล์หรือไขมันพอกตับ โรคเบาหวานและโรคอ้วน ได้รับสารอะฟลาทอกซินจากอาหารที่เก็บไม่ดี สูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์มาก มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งตับ และมีโรคตับทางพันธุกรรมบางชนิด ในประเทศไทยสาเหตุหลักมาจากไวรัสตับอักเสบบีและการดื่มแอลกอฮอล์

อาการเตือนในระยะแรก

เบื่ออาหารและน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ รู้สึกไม่อยากกินแม้อาหารที่ชอบ กินได้น้อยลงกว่าเดิม น้ำหนักลดอย่างรวดเร็วโดยไม่ได้ลดอาหารหรือออกกำลังกาย อาจลด 5-10 กิโลกรัมใน 1-2 เดือน อ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย รู้สึกอ่อนล้าตลอดเวลา ไม่มีแรงทำอะไร แม้แค่ทำงานเบาๆ หรือเดินสั้นๆ ก็เหนื่อยและหายใจไม่ทัน พักผ่อนแล้วก็ยังไม่สดชื่น ปวดหรืออึดอัดบริเวณใต้ชายโครงขวา ตับอยู่ทางขวาของช่องท้อง ถ้าตับโตหรือมีก้อนอาจกดประสาททำให้ปวดหรือรู้สึกอึดอัด บางคนรู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งคลำได้

ท้องอืดและอิ่มเร็ว รู้สึกท้องพองแม้กินน้อย อิ่มเร็วกว่าปกติ บางคนมีแน่นท้องหรือแสบ คลื่นไส้และอาเจียน รู้สึกคลื่นไส้บ่อยๆ โดยเฉพาะหลังกินอาหาร บางคนอาเจียนและอาจมีเลือดปนมาถ้ามีหลอดเลือดแตกในหลอดอาหาร ไข้เป็นๆ หายๆ มีไข้ต่ำๆ ไม่สูงมาก ขึ้นลงไม่แน่นอน ไม่ทราบสาเหตุชัดเจน ร่างกายพยายามต่อสู้กับเซลล์มะเร็ง

อาการในระยะที่มะเร็งลุกลามมากขึ้น

ตัวและตาเหลือง หรือโรคดีซ่าน เกิดจากท่อน้ำดีอุดตันหรือตับทำงานไม่ดี บิลิรูบินสะสมในเลือดและผิวหนัง ผิวและตาขาวจะเป็นสีเหลือง ปัสสาวะเข้มเหมือนน้ำชา อุจจาระสีซีดเหมือนดินขาว ผิวหนังคันได้ ท้องโตหรือท้องมีน้ำ เรียกว่าภาวะน้ำในช่องท้องหรือ Ascites เกิดจากตับผลิตโปรตีนได้น้อยลง ความดันในหลอดเลือดตับสูง น้ำรั่วออกมาสะสมในช่องท้อง ท้องโตเป็นลูกโป่ง ตึงและแน่น น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากน้ำ เส้นเลือดขอดโป่งบริเวณหน้าท้อง เรียกว่า Caput Medusae เกิดจากความดันในหลอดเลือดตับสูง เลือดไหลผ่านเส้นเลือดข้างเคียงแทน ทำให้เส้นเลือดโป่งพองมองเห็นชัดที่ผิวหนังหน้าท้อง

เลือดออกง่ายและช้ำง่าย ตับผลิตสารแข็งตัวของเลือดได้น้อยลง เลือดออกนานกว่าปกติถ้าบาดเจ็บ มีรอยช้ำง่ายแม้กระแทกเบาๆ เหงือกเลือดออก จมูกเลือดออก อุจจาระหรืออาเจียนเป็นเลือดได้ถ้ารุนแรง มือและเท้าบวม เรียกว่าภาวะบวมน้ำ เกิดจากโปรตีนในเลือดต่ำและน้ำรั่วออกมาสะสมที่มือและเท้า โดยเฉพาะข้อเท้าและหน้าแข้ง กดแล้วบุ๋มค้างอยู่สักพัก อาการสับสนและง่วงซึม เกิดจากสารพิษสะสมในเลือดเพราะตับกรองไม่ได้ สมองได้รับผลกระทบ มีอาการสับสน ง่วง พูดไม่รู้เรื่อง หลงลืม สติไม่ดี รุนแรงถึงขั้นหมดสติได้

ใครเสี่ยงมะเร็งตับมากกว่ากัน

ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซีเรื้อรัง ควรตรวจเลือดคัดกรองทุก 6-12 เดือน ตรวจ AFP และอัลตราซาวด์ตับ ถ้าพบก้อนหรือค่าผิดปกติต้องตรวจเพิ่มเติมทันที ผู้ที่ตับแข็งไม่ว่าจากสาเหตุใด โอกาสเป็นมะเร็งตับสูงขึ้นมาก ต้องตรวจติดตามอย่างใกล้ชิดทุก 3-6 เดือน ผู้ดื่มแอลกอฮอล์มากและเป็นประจำ แอลกอฮอล์ทำลายตับและเพิ่มความเสี่ยงตับแข็งและมะเร็งตับ ควรลดหรือเลิกดื่ม ผู้ที่เป็นโรคไขมันพอกตับ โดยเฉพาะถ้าร่วมกับโรคอ้วนและเบาหวาน ควรควบคุมน้ำหนัก ควบคุมน้ำตาล และออกกำลังกาย

ผู้ที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งตับ โอกาสเป็นสูงกว่าคนทั่วไป ควรตรวจคัดกรองตั้งแต่อายุ 40 ปีหรือเร็วกว่า ผู้สูบบุหรี่และสัมผัสสารพิษ บุหรี่และสารเคมีบางชนิดเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับ ควรหลีกเลี่ยงและใช้อุปกรณ์ป้องกัน ผู้ชายมากกว่าผู้หญิง มะเร็งตับพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิงประมาณ 2-3 เท่า ผู้ชายควรระวังและตรวจสุขภาพเป็นประจำ ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอายุเกิน 50 ปี ความเสี่ยงสูงขึ้นตามอายุ

วิธีตรวจและวินิจฉัย

ตรวจร่างกาย แพทย์คลำดูว่าตับโตหรือมีก้อนผิดปกติ ตรวจดูอาการตัวเหลือง ท้องมีน้ำ หรือเส้นเลือดขอด ตรวจเลือด ตรวจ AFP หรือ Alpha-fetoprotein ซึ่งเป็นสารที่มะเร็งตับผลิต ถ้าสูงผิดปกติน่าสงสัย ตรวจการทำงานของตับ ดูค่า AST ALT Bilirubin Albumin ตรวจไวรัสตับอักเสบ อัลตราซาวด์ตับ ตรวจหาก้อนในตับ ดูขนาด ตำแหน่ง และลักษณะ ทำง่าย ไม่เจ็บ ไม่มีรังสี CT Scan หรือ MRI ตรวจดูรายละเอียดของก้อนมะเร็งชัดเจนกว่า ดูว่าลุกลามไปอวัยวะอื่นหรือไม่ วางแผนรักษาได้แม่นยำ

ตรวจชิ้นเนื้อ เจาะเข็มเอาเนื้อเยื่อจากก้อนไปตรวจทางพยาธิวิทยา ยืนยันว่าเป็นมะเร็งแน่นอนหรือไม่ ดูชนิดและระดับความรุนแรง แต่ไม่ได้ทำทุกครั้งถ้าจากอัลตราซาวด์และ CT Scan ชัดเจนแล้ว ตรวจหลอดเลือดตับ ฉีดสีเข้าหลอดเลือดแล้วถ่ายเอ็กซเรย์ ดูหลอดเลือดที่เลี้ยงก้อนมะเร็ง ใช้วางแผนรักษาด้วยวิธีปิดหลอดเลือด

วิธีรักษาและการดูแล

ผ่าตัดตัดก้อนมะเร็งหรือตับส่วนที่เป็นออก ได้ผลดีที่สุดถ้าตรวจพบระยะแรก มะเร็งไม่กระจาย และตับที่เหลือยังทำงานได้ดี ปิดหลอดเลือดหรือ TACE ฉีดยาเคมีบำบัดเข้าหลอดเลือดที่เลี้ยงมะเร็งแล้วปิดหลอดเลือด มะเร็งไม่ได้เลือดมาเลี้ยงจะตายและฝ่อลง ทำได้กับมะเร็งที่ผ่าตัดไม่ได้ ทำลายเนื้อเยื่อด้วยความร้อนหรือความเย็น ใช้คลื่นความร้อน RFA หรือไมโครเวฟทำลายเซลล์มะเร็ง เหมาะกับก้อนเล็กและจำนวนน้อย ปลูกถ่ายตับ ตัดตับที่เป็นมะเร็งทั้งหมดออกแล้วปลูกถ่ายตับใหม่ เหมาะกับมะเร็งระยะแรกที่ตับเสียหายมากหรือตับแข็งรุนแรง

ยาเคมีบำบัด ยาฆ่าเซลล์มะเร็ง ใช้กับมะเร็งที่กระจายไปอวัยวะอื่นหรือรักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ มีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก ยาเป้าหมาย Target Therapy ยับยั้งเฉพาะเซลล์มะเร็งไม่ทำลายเซลล์ปกติมาก ผลข้างเคียงน้อยกว่าเคมีบำบัด ใช้กับมะเร็งระยะลุกลาม ภูมิคุ้มกันบำบัด Immunotherapy กระตุ้นภูมิคุ้มกันตัวเองให้โจมตีเซลล์มะเร็ง เป็นวิธีใหม่ที่ให้ผลดีในบางคน รักษาตามอาการ บรรเทาความเจ็บปวด ลดน้ำในท้อง รักษาภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เพิ่มคุณภาพชีวิต

ป้องกันมะเร็งตับ

ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี วัคซีนมีประสิทธิภาพสูงกว่า 95% ฉีดครบ 3 เข็มตามกำหนด ป้องกันได้นาน ลดเลิกดื่มแอลกอฮอล์ ถ้าดื่มควรดื่มในปริมาณน้อยและไม่บ่อย ดีที่สุดคือเลิกเลย ควบคุมน้ำหนักและออกกำลังกาย ลดความเสี่ยงไขมันพอกตับ กินอาหารผัก ผลไม้ โปรตีนไม่มากเกินไป หลีกเลี่ยงอาหารจานด่วนและของทอด เลิกสูบบุหรี่ บุหรี่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับและมะเร็งอื่นๆ ควรเลิกโดยเร็ว หลีกเลี่ยงสารพิษและสารเคมี ใช้อุปกรณ์ป้องกันถ้าต้องสัมผัสสารเคมี อย่ากินอาหารที่เก็บไว้นานเกินไปหรือมีราขึ้น

ตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะคนที่มีความเสี่ยง ตรวจเลือด อัลตราซาวด์ตับ ทุก 6-12 เดือน รักษาโรคตับให้หาย ถ้าเป็นไวรัสตับอักเสบควรรักษาด้วยยาต้านไวรัส ควบคุมโรคเบาหวานและไขมันในเลือดให้ดี หลีกเลี่ยงยาที่ไม่จำเป็น ยาบางชนิดทำลายตับ ไม่ควรกินยาจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือหรือสมุนไพรที่ไม่รู้ส่วนผสม

สรุปมะเร็งตับเกิดจากอะไร มีวิธีรักษาและป้องกันอย่างไร

มะเร็งตับเกิดจากเซลล์ตับเจริญผิดปกติ แบ่งเป็นปฐมภูมิและทุติยภูมิ ปัจจัยเสี่ยงมีไวรัสตับอักเสบบีและซี ตับแข็ง เบาหวาน อ้วน สารพิษ สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ประวัติครอบครัว และโรคตับทางพันธุกรรม อาการระยะแรกมีเบื่ออาหาร น้ำหนักลด อ่อนเพลีย ปวดใต้ชายโครงขวา ท้องอืด คลื่นไส้ และไข้เป็นๆ หายๆ อาการลุกลามมีตัวตาเหลือง ท้องโตมีน้ำ เส้นเลือดขอด เลือดออกง่าย มือเท้าบวม และสับสนง่วงซึม กลุ่มเสี่ยงมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ตับแข็ง ดื่มแอลกอฮอล์ ไขมันพอกตับ ญาติเป็น สูบบุหรี่ ผู้ชาย และผู้สูงอายุ วิธีตรวจมีตรวจร่างกาย ตรวจเลือด อัลตราซาวด์ CT Scan MRI ตรวจชิ้นเนื้อ และตรวจหลอดเลือด วิธีรักษามีผ่าตัด ปิดหลอดเลือด ทำลายด้วยความร้อน ปลูกถ่ายตับ ยาเคมี ยาเป้าหมาย ภูมิคุ้มกันบำบัด และรักษาตามอาการ ป้องกันโดยฉีดวัคซีน เลิกดื่ม ควบคุมน้ำหนัก เลิกบุหรี่ หลีกเลี่ยงสารพิษ ตรวจสุขภาพประจำ รักษาโรคตับ ควบคุมเบาหวาน และหลีกเลี่ยงยาไม่จำเป็น มะเร็งตับรักษาได้ถ้าพบเร็วจึงควรระวังอาการและตรวจสุขภาพเป็นประจำ